สารบัญ
- Collagen คืออะไร
- ทำไมผิวต้องการ Collagen
- สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Collagen มีประโยชน์อย่างไร?
- ปัจจัยและพฤติกรรมที่อาจทำให้คอลลาเจนในร่ายกายสูญสลายได้ มีอะไรบ้าง
- สัญญาณของผิวขาด Collagen
- เลือก Collagen อย่างไรให้ร่างกายได้ประโยชน์
- กิน vs ทา vs ฉีด เลือกการบำรุงผิวด้วยคอลลาเจนวิธีไหนดี?
- การรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน
- การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen
- ทำไมต้องเลือกสกินแคร์ Collagen จาก Vichy
- อ้างอิง
Collagen คืออะไร
Collagen (คอลลาเจน) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ คิดเป็นประมาณ 25-35% ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่เชื่อมต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนกาวที่ยึดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ เราสามารถพบคอลลาเจนได้มากในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน เอ็น กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด
Collagen มีโครงสร้างเป็นเส้นใยที่แข็งแรงและยืดหยุ่น เกิดจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโน โดยเฉพาะไกลซีน โพรลีน และไฮดรอกซีโพรลีน เรียงตัวกันเป็นสายเกลียวสามสาย (triple helix) ที่พันกันแน่นหนา โครงสร้างที่แข็งแรงนี้ทำให้คอลลาเจนสามารถรองรับน้ำหนักและแรงดึงได้ดี
ปัจจุบันพบว่ามี Collagen มากกว่า 28 ชนิด แต่ชนิดที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ ได้แก่
- Type I: พบมากที่สุดประมาณ 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย พบในผิวหนัง กระดูก เอ็น และกระดูกอ่อน มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่น
- Type II: พบในกระดูกอ่อน ช่วยในการรองรับแรงกระแทก
- Type III: พบในกล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน และหลอดเลือด มักพบร่วมกับ Type I ช่วยให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น
- Type IV: พบในชั้นใต้ผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของเยื่อบุผิว

ทำไมผิวต้องการ Collagen
ผิวต้องการ Collagen เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และความชุ่มชื้น นำไปสู่การเกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และปัญหาผิวอื่น ๆ ดังนั้น การดูแลรักษาระดับคอลลาเจนในผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพและความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ ผิวจึงต้องการคอลลาเจนด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้
- รักษาโครงสร้างและความแข็งแรงของผิว: Collagen เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่อยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) คอลลาเจนทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยพยุงผิวหนัง คงรูปทรงของผิว และมอบความแข็งแรงให้กับผิว หากเปรียบผิวหนังเป็นบ้าน คอลลาเจนก็เปรียบเสมือนโครงสร้างของบ้านที่คอยรองรับส่วนต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปทรงที่สมบูรณ์
- รักษาความยืดหยุ่นและความตึงกระชับ: Collagen มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและตึงกระชับ เมื่อเรายิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้าต่าง ๆ ผิวหนังจะสามารถยืดและหดตัวกลับมาอยู่ในรูปทรงเดิมได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากปริมาณคอลลาเจนลดลง ผิวจะสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และหย่อนคล้อยได้ง่าย
- รักษาความชุ่มชื้น: Collagen ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มเนียนและชุ่มชื้นอยู่เสมอ คอลลาเจนสามารถจับกับโมเลกุลของน้ำได้ดี จึงช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นในผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผิวขาดคอลลาเจน ผิวจะแห้งกร้าน ขาดความเปล่งปลั่ง และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น
- ส่งเสริมกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่: Collagen มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหนังดูสดใสและมีสุขภาพดี กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกไป และเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า
- ช่วยในการสมานแผล: Collagen มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสมานแผล เมื่อผิวหนังเกิดบาดแผล ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย คอลลาเจนจะช่วยเชื่อมต่อเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดเข้าด้วยกัน และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
คอลลาเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย มีบทบาทหลากหลาย ตั้งแต่การสร้างโครงสร้าง ให้ความแข็งแรง ไปจนถึงการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การดูแลรักษาระดับคอลลาเจนในร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีโดยรวม

สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Collagen มีประโยชน์อย่างไร?
สกินแคร์ที่ช่วยบำรุง Collagen นั้นไม่ได้เติมคอลลาเจนเข้าสู่ผิวโดยตรง แต่จะทำงานโดยการส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิวเราเอง หรือปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว ส่วนผสมในสกินแคร์ที่เป็นคอลลาเจนหรือเปปไทด์โดยตรง และมีประโยชน์ต่อคอลลาเจนในผิว แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ
- Collagen (คอลลาเจน): ส่วนใหญ่จะเป็น Hydrolyzed Collagen หรือ Collagen Peptides ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีโมเลกุลเล็กลง เพื่อให้สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น คอลลาเจนในสกินแคร์ทำหน้าที่หลักในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว สร้างฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และอาจช่วยบูสต์คอลลาเจนของผิวได้บ้าง แต่อาจไม่มากเท่ากับเปปไทด์บางชนิด เนื่องจากขนาดโมเลกุลยังค่อนข้างใหญ่ ทำให้การซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้ไม่ดีเท่าเปปไทด์คอลลาเจนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ได้
- Peptide (เปปไทด์): เปปไทด์เป็นส่วนประกอบสำคัญในสกินแคร์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาผิวต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด เปปไทด์คือสายสั้น ๆ ของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของโปรตีน เปปไทด์ในสกินแคร์ทำหน้าที่เป็น messenger ที่ส่งสัญญาณไปยังเซลล์ผิวเพื่อส่งเสริมการทำงานต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนช่วยลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่น และความกระชับให้กับผิว ตัวอย่างเช่น Matrixyl, Argireline เป็นต้น
Collagen เป็นโปรตีนโครงสร้างสำคัญที่ช่วยรักษาความอ่อนเยาว์และสุขภาพผิว ส่วนสกินแคร์ที่เราเลือกใช้ ควรพิจารณาถึงความต้องการและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล โดยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Collagen จะเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ในขณะที่สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์จะเน้นการช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อผิว ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพและคงความอ่อนเยาว์ได้ยาวนาน
ปัจจัยและพฤติกรรมที่อาจทำให้คอลลาเจนในร่ายกายสูญสลายได้ มีอะไรบ้าง
ปัจจัยและพฤติกรรมที่อาจทำให้คอลลาเจนในร่ายกายสูญสลาย มีดังนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้ลดลง ต่อให้ผลิตได้ก็จะไม่ได้มีคุณภาพเทียบเท่าเมื่อเยาว์วัย ทำให้ผิวเริ่มมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อยเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- รังสี UV: การสัมผัสกับแสงแดดโดยปราศจากการป้องกันเป็น ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำลายคอลลาเจนในผิว รังสี UV จะไปกระตุ้นเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวมีริ้วรอย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำ
- มลภาวะ: ฝุ่นควัน PM 2.5 และสารพิษต่าง ๆ ในอากาศสามารถสร้างอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ผิว รวมถึงคอลลาเจนโดยตรง ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ล้วนส่งผลให้คอลลาเจนในร่างกายสูญสลายได้เช่นเดียวกัน
- การอักเสบ: การอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นภายในในร่างกาย ไม่ว่าจากโรคภัยไข้เจ็บหรือปัจจัยภายนอก ก็สามารถส่งผลเสียต่อคอลลาเจนได้
สัญญาณของผิวขาด Collagen
เมื่อคอลลาเจนในผิวลดน้อยลงหรือเสื่อมสภาพ ผิวของเราจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด ๆ ได้แก่
- ริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นที่เห็นได้ชัด
- ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
- ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น
- ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง
- ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส
- แผลหายช้า
ถ้าหากคุณสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้บนผิวหน้า นั่นหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาหาวิธีบำรุงและเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิว เพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์และสุขภาพดีให้กับผิวอีกครั้ง
เลือก Collagen อย่างไรให้ร่างกายได้ประโยชน์
เมื่อรู้แล้วว่าผิวขาดคอลลาเจนส่งผลอย่างไร ขั้นตอนต่อไป คือ การเลือกวิธีเสริมคอลลาเจนให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง ซึ่งมีปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ดังนี้
- วัตถุประสงค์ในการใช้: หากต้องการดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เน้นคอลลาเจนเปปไทด์โมเลกุลเล็ก แต่หากต้องการดูแลข้อต่อและกระดูกร่วมด้วย อาจต้องพิจารณาคอลลาเจนชนิดที่ 2 เพิ่มเติม
- แหล่งที่มาของคอลลาเจน: คอลลาเจนจากสัตว์ (วัว หมู ปลา) มีโครงสร้างใกล้เคียงกับมนุษย์และดูดซึมได้ดี ส่วนคอลลาเจนจากพืชจะเสริมประสิทธิภาพการสร้างคอลลาเจนของร่างกายเองมากกว่าการเติมคอลลาเจนโดยตรง เหมาะกับผู้ที่ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์
- รูปแบบผลิตภัณฑ์: คอลลาเจนมีให้เลือกทั้งแบบกิน (ผง แคปซูล เครื่องดื่ม) แบบทาบำรุงผิว (สกินแคร์) และแบบฉีด ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน
- ความเข้มข้นและคุณภาพ: ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณคอลลาเจนหรือเปปไทด์ชัดเจน ผ่านการรับรองมาตรฐาน และมีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพ
- ความน่าเชื่อถือของแบรนด์: ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีการทดสอบทางคลินิกหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัย
การเลือกคอลลาเจนที่เหมาะสมไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ควรพิจารณาจากเป้าหมาย สภาพผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่ากับการลงทุนดูแลผิวในระยะยาว
กิน vs ทา vs ฉีด เลือกการบำรุงผิวด้วยคอลลาเจนวิธีไหนดี?
การเสริมคอลลาเจนสามารถทำได้หลายวิธี แต่ละแบบมีจุดเด่น ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบด้านล่าง
| หัวข้อ | กิน | ทา | ฉีด |
|---|---|---|---|
| กลไกการทำงา |
ดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร ให้สารตั้งต้นสำหรับสร้างคอลลาเจนทั่วร่างกาย |
ซึมผ่านผิวหนัง เพิ่มความชุ่มชื้นหรือส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนเฉพาะจุด | ฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง |
| จุดเด่น | ส่งผลต่อผิว เส้นผม เล็บ และข้อต่อในภาพรวม |
ใช้ง่ายและใช้ได้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงต่ำ | เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วในบริเวณที่ฉีด |
| ข้อจำกัด |
เห็นผลช้า ต้องรับประทานต่อเนื่อง |
เน้นการบำรุงที่ผิวชั้นบน และเห็นผลเฉพาะจุดที่ทา |
มีค่าใช้จ่ายสูง ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีความเสี่ยงของหัตถการ |
| ความถี่ | รับประทานเป็นประจำ | ทาเป็นส่วนหนึ่งของรูทีนบำรุงผิวเช้า-เย็น | ทำเป็นคอร์สตามคำแนะนำของแพทย์ |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวและร่างกายในภาพรวมระยะยาว | ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวหน้าและสร้างรูทีนที่สม่ำเสมอโดยเฉพาะ | ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะจุดที่ชัดเจนภายใต้การดูแลของแพทย์ |
ทั้งสามวิธีสามารถใช้ร่วมกันได้เพื่อเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน แต่สำหรับการฉีดคอลลาเจนหรือหัตถการทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยเฉพาะบุคคล ส่วนการดูแลผิวด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยบูสต์คอลลาเจน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย และสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นได้เช่นกัน
การรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน
การบำรุงด้วยอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างคอลลาเจนและชะลอการเสื่อมสภาพของผิว อาหารบางชนิดมีสารตั้งต้นที่จำเป็นต่อการผลิตคอลลาเจน หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่ ประกอบไปด้วย
- อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน: ไก่ หมู วัว โดยเฉพาะส่วนที่มีเอ็นหรือกระดูกอ่อน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ไข่ขาว นม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล ถั่วแดง และควินัว ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติ
- วิตามินซี (Vitamin C): ส้ม มะนาว เกรปฟรุต สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ บรอกโคลี พริกหวาน และผักคะน้า
- สังกะสี (Zinc): หอยนางรม เนื้อสัตว์ ถั่ว และเมล็ดพืช
- ทองแดง (Copper): ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด พืชตระกูลถั่ว
- สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants): ผักและผลไม้หลากสีสัน เบอร์รี่ มะเขือเทศ แครอท ผักโขม ชาเขียว และดาร์กช็อกโกแลต
การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยบูสต์การสร้าง Collagen
การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยบูสต์คอลลาเจนโดยตรงก็เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูและคงความอ่อนเยาว์ของผิวได้ดี
- เรตินอยด์ (Retinoids): สารอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น เรตินอล (Retinol) เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีประสิทธิภาพสูงในการบูสต์การสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย และปรับปรุงสภาพผิวโดยรวม แต่ควรเริ่มต้นใช้ในความเข้มข้นต่ำและค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้น เพื่อให้ผิวปรับสามารถตัวได้
- วิตามินซี (Vitamin C): วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องคอลลาเจนจากความเสียหายของอนุมูลอิสระและรังสียูวี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินซีในรูปแบบที่เสถียร
- กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid): แม้ไม่ได้ช่วยสร้างคอลลาเจนโดยตรง แต่กรดไฮยาลูรอนิกมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู และลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากความแห้งกร้าน เมื่อผิวมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สภาพแวดล้อมภายในผิวจะเอื้อต่อการทำงานของคอลลาเจนได้ดีขึ้น
- สารสกัดจากพืชบางชนิด: พืชบางชนิดมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยบูสต์คอลลาเจนหรือมีคุณสมบัติในการปกป้องคอลลาเจน เช่น สารสกัดจากใบบัวบก (Centella Asiatica) ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิว หรือ Bakuchiol ซึ่งเป็นทางเลือกจากพืชที่ให้ผลคล้ายเรตินอลแต่มีความอ่อนโยนกว่า
- สารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ: เช่น วิตามินอี (Vitamin E), เฟอร์รูลิก แอซิด (Ferulic Acid) และ CoQ10 ที่ช่วยปกป้องคอลลาเจนจากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระและปัจจัยภายนอก
ทำไมต้องเลือกสกินแคร์ Collagen จาก Vichy
เหตุผลที่ต้องเลือกสกินแคร์ Collagen จาก Vichy เพราะ Vichy เป็นแบรนด์เวชสำอางที่ก่อตั้งขึ้นจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ 15 ชนิด ที่ช่วยเสริมสร้างปราการผิวให้แข็งแรงและปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก ผลิตภัณฑ์ของ Vichy ทุกชิ้นผ่านการทดสอบภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย และไม่ได้เน้นเพียงแค่การเติมคอลลาเจนจากภายนอก แต่ยังเน้นการสนับสนุนกลไกธรรมชาติของผิวในการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
Vichy ได้คัดสรรและใช้ส่วนผสมที่ทรงพลังและได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าช่วยบูสต์โปร-คอลลาเจน เปปไทด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ
- Matrixyl Peptide: เปปไทด์ที่มีความทรงพลัง ช่วยบูสโปร-คอลลาเจนเปปไทด์ ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นและลดริ้วรอย ผิวดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
- Rhamnose: ปลุกผิวให้แข็งแรงมากขึ้น และดูสุขภาพดี ทนทานต่อปัจจัยภายนอกที่ทำร้ายผิว เช่น มลภาวะและรังสียูวี
- Maitake Extract: ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนจุดด่างดำ พร้อมปกป้องผิวจากการถูกทำลาย
นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กลุ่มคอลลาเจนของ Vichy ได้รับการพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ขาดคอลลาเจนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความไม่กระชับ ผู้ใช้หลายรายสัมผัสได้ถึงผิวที่ดูเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยดูจางลง และผิวดูกระชับเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งาน เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์กลุ่มคอลลาเจนมักจะบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทำให้สามารถใช้ได้อย่างสบายผิวในทุกสภาพอากาศ ทุกประการที่กล่าวมาล้วนเป็นเหตุผลให้ผู้ที่ต้องการให้ผิวกลับมาแข็งแรง สุขภาพดี ควรค่าแก่การเปิดใจลองใช้ Vichy สักครั้ง
อ้างอิง
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10968853/
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/simedbull/article/view/265429

.jpg?rev=25528b5926b04b6a9793d0ec3a26d28c&cx=0.58&cy=0.52&cw=278&ch=389&hash=CD2A2D79EEF2BD193911F8FE3165793A)


.jpg?rev=fe8a4b71f7334a738eff449829b68052&cx=0.48&cy=0.49&cw=278&ch=389&hash=3CCC857145FA5C6FE47B5C58859CDDE5)

.jpg?rev=f8e73b3b9bed4cf3a432d0f66dce7325&cx=0.54&cy=0.5&cw=278&ch=389&hash=D170ADB52AC32EB54AE0E10B6AF830FD)
.jpg?rev=3f36d46d404f4e6eafb90c4c2f871f53&cx=0.6&cy=0.5&cw=278&ch=389&hash=F2AB56BCC138262D3FD4A2582520CC33)
.jpg?rev=e459e1cca4144611a033a8448c1ce530&cx=0.58&cy=0.55&cw=278&ch=389&hash=9B960B2DA6BC564E2E318C8AD88EDB3A)