Collagen คืออะไร? และทำไมเราถึงควรใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน

Updated on:กันยายน 19 2026

Vichy
เมื่อเวลาผ่านไป ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยก็มาเยือนพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นเพราะการลดลงของ “Collagen (คอลลาเจน)” โปรตีนสำคัญที่เปรียบเสมือนโครงสร้างหลักของผิว คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการรักษาความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และความอิ่มเอิบของผิวพรรณ ดังนั้น การเข้าใจถึงความสำคัญของ Collagen และผลกระทบของอายุที่เพิ่มขึ้นต่อระดับคอลลาเจนในผิว จึงเป็นก้าวแรกสู่การดูแลผิวให้คงความอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืน

สารบัญ

 

 

 

Collagen คืออะไร

 

Collagen (คอลลาเจน) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ คิดเป็นประมาณ 25-35% ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่เชื่อมต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนกาวที่ยึดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ เราสามารถพบคอลลาเจนได้มากในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน เอ็น กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด

 

Collagen มีโครงสร้างเป็นเส้นใยที่แข็งแรงและยืดหยุ่น เกิดจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโน โดยเฉพาะไกลซีน โพรลีน และไฮดรอกซีโพรลีน เรียงตัวกันเป็นสายเกลียวสามสาย (triple helix) ที่พันกันแน่นหนา โครงสร้างที่แข็งแรงนี้ทำให้คอลลาเจนสามารถรองรับน้ำหนักและแรงดึงได้ดี

 

ปัจจุบันพบว่ามี Collagen มากกว่า 28 ชนิด แต่ชนิดที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ ได้แก่

 

  • Type I: พบมากที่สุดประมาณ 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย พบในผิวหนัง กระดูก เอ็น และกระดูกอ่อน มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่น
  • Type II: พบในกระดูกอ่อน ช่วยในการรองรับแรงกระแทก
  • Type III: พบในกล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน และหลอดเลือด มักพบร่วมกับ Type I ช่วยให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น
  • Type IV: พบในชั้นใต้ผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของเยื่อบุผิว

 

Collagen สำคัญไหม

 

ทำไมผิวต้องการ Collagen

 

ผิวต้องการ Collagen เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และความชุ่มชื้น นำไปสู่การเกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และปัญหาผิวอื่น ๆ ดังนั้น การดูแลรักษาระดับคอลลาเจนในผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพและความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ ผิวจึงต้องการคอลลาเจนด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

 

  • รักษาโครงสร้างและความแข็งแรงของผิว: Collagen เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่อยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) คอลลาเจนทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยพยุงผิวหนัง คงรูปทรงของผิว และมอบความแข็งแรงให้กับผิว หากเปรียบผิวหนังเป็นบ้าน คอลลาเจนก็เปรียบเสมือนโครงสร้างของบ้านที่คอยรองรับส่วนต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปทรงที่สมบูรณ์
  • รักษาความยืดหยุ่นและความตึงกระชับ: Collagen มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและตึงกระชับ เมื่อเรายิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้าต่าง ๆ ผิวหนังจะสามารถยืดและหดตัวกลับมาอยู่ในรูปทรงเดิมได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากปริมาณคอลลาเจนลดลง ผิวจะสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และหย่อนคล้อยได้ง่าย
  • รักษาความชุ่มชื้น: Collagen ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มเนียนและชุ่มชื้นอยู่เสมอ คอลลาเจนสามารถจับกับโมเลกุลของน้ำได้ดี จึงช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นในผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผิวขาดคอลลาเจน ผิวจะแห้งกร้าน ขาดความเปล่งปลั่ง และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่: Collagen มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหนังดูสดใสและมีสุขภาพดี กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกไป และเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า
  • ช่วยในการสมานแผล: Collagen มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสมานแผล เมื่อผิวหนังเกิดบาดแผล ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย คอลลาเจนจะช่วยเชื่อมต่อเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดเข้าด้วยกัน และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

 

คอลลาเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย มีบทบาทหลากหลาย ตั้งแต่การสร้างโครงสร้าง ให้ความแข็งแรง ไปจนถึงการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การดูแลรักษาระดับคอลลาเจนในร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีโดยรวม

 

Collagen ประโยชน์

 

สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Collagen มีประโยชน์อย่างไร?

 

สกินแคร์ที่ช่วยบำรุง Collagen นั้นไม่ได้เติมคอลลาเจนเข้าสู่ผิวโดยตรง แต่จะทำงานโดยการส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนของผิวเราเอง หรือปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว ส่วนผสมในสกินแคร์ที่เป็นคอลลาเจนหรือเปปไทด์โดยตรง และมีประโยชน์ต่อคอลลาเจนในผิว แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ

 

  1. Collagen (คอลลาเจน): ส่วนใหญ่จะเป็น Hydrolyzed Collagen หรือ Collagen Peptides ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีโมเลกุลเล็กลง เพื่อให้สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้มากขึ้น คอลลาเจนในสกินแคร์ทำหน้าที่หลักในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว สร้างฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และอาจช่วยบูสต์คอลลาเจนของผิวได้บ้าง แต่อาจไม่มากเท่ากับเปปไทด์บางชนิด เนื่องจากขนาดโมเลกุลยังค่อนข้างใหญ่ ทำให้การซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้ไม่ดีเท่าเปปไทด์คอลลาเจนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ได้
  2. Peptide (เปปไทด์): เปปไทด์เป็นส่วนประกอบสำคัญในสกินแคร์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาผิวต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด เปปไทด์คือสายสั้น ๆ ของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของโปรตีน เปปไทด์ในสกินแคร์ทำหน้าที่เป็น messenger ที่ส่งสัญญาณไปยังเซลล์ผิวเพื่อส่งเสริมการทำงานต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนช่วยลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่น และความกระชับให้กับผิว ตัวอย่างเช่น Matrixyl, Argireline เป็นต้น

 

Collagen เป็นโปรตีนโครงสร้างสำคัญที่ช่วยรักษาความอ่อนเยาว์และสุขภาพผิว ส่วนสกินแคร์ที่เราเลือกใช้ ควรพิจารณาถึงความต้องการและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล โดยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Collagen จะเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ในขณะที่สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์จะเน้นการช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อผิว ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพและคงความอ่อนเยาว์ได้ยาวนาน

 

ปัจจัยและพฤติกรรมที่อาจทำให้คอลลาเจนในร่ายกายสูญสลายได้ มีอะไรบ้าง

 

ปัจจัยและพฤติกรรมที่อาจทำให้คอลลาเจนในร่ายกายสูญสลาย มีดังนี้

 

  • อายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้ลดลง ต่อให้ผลิตได้ก็จะไม่ได้มีคุณภาพเทียบเท่าเมื่อเยาว์วัย ทำให้ผิวเริ่มมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อยเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • รังสี UV: การสัมผัสกับแสงแดดโดยปราศจากการป้องกันเป็น ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำลายคอลลาเจนในผิว รังสี UV จะไปกระตุ้นเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวมีริ้วรอย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำ
  • มลภาวะ: ฝุ่นควัน PM 2.5 และสารพิษต่าง ๆ ในอากาศสามารถสร้างอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ผิว รวมถึงคอลลาเจนโดยตรง ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ล้วนส่งผลให้คอลลาเจนในร่างกายสูญสลายได้เช่นเดียวกัน
  • การอักเสบ: การอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นภายในในร่างกาย ไม่ว่าจากโรคภัยไข้เจ็บหรือปัจจัยภายนอก ก็สามารถส่งผลเสียต่อคอลลาเจนได้

 

สัญญาณของผิวขาด Collagen

 

เมื่อคอลลาเจนในผิวลดน้อยลงหรือเสื่อมสภาพ ผิวของเราจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด ๆ ได้แก่

 

  • ริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นที่เห็นได้ชัด
  • ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
  • ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น
  • ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง
  • ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส
  • แผลหายช้า

 

ถ้าหากคุณสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้บนผิวหน้า นั่นหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาหาวิธีบำรุงและเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิว เพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์และสุขภาพดีให้กับผิวอีกครั้ง

 

เลือก Collagen อย่างไรให้ร่างกายได้ประโยชน์

 

เมื่อรู้แล้วว่าผิวขาดคอลลาเจนส่งผลอย่างไร ขั้นตอนต่อไป คือ การเลือกวิธีเสริมคอลลาเจนให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง ซึ่งมีปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ดังนี้

 

  1. วัตถุประสงค์ในการใช้: หากต้องการดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เน้นคอลลาเจนเปปไทด์โมเลกุลเล็ก แต่หากต้องการดูแลข้อต่อและกระดูกร่วมด้วย อาจต้องพิจารณาคอลลาเจนชนิดที่ 2 เพิ่มเติม
  2. แหล่งที่มาของคอลลาเจน: คอลลาเจนจากสัตว์ (วัว หมู ปลา) มีโครงสร้างใกล้เคียงกับมนุษย์และดูดซึมได้ดี ส่วนคอลลาเจนจากพืชจะเสริมประสิทธิภาพการสร้างคอลลาเจนของร่างกายเองมากกว่าการเติมคอลลาเจนโดยตรง เหมาะกับผู้ที่ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  3. รูปแบบผลิตภัณฑ์: คอลลาเจนมีให้เลือกทั้งแบบกิน (ผง แคปซูล เครื่องดื่ม) แบบทาบำรุงผิว (สกินแคร์) และแบบฉีด ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน
  4. ความเข้มข้นและคุณภาพ: ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณคอลลาเจนหรือเปปไทด์ชัดเจน ผ่านการรับรองมาตรฐาน และมีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพ
  5. ความน่าเชื่อถือของแบรนด์: ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีการทดสอบทางคลินิกหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัย

 

การเลือกคอลลาเจนที่เหมาะสมไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ควรพิจารณาจากเป้าหมาย สภาพผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่ากับการลงทุนดูแลผิวในระยะยาว

 

กิน vs ทา vs ฉีด เลือกการบำรุงผิวด้วยคอลลาเจนวิธีไหนดี?

 

การเสริมคอลลาเจนสามารถทำได้หลายวิธี แต่ละแบบมีจุดเด่น ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบด้านล่าง

 

หัวข้อ กิน ทา ฉีด
กลไกการทำงา ดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร
ให้สารตั้งต้นสำหรับสร้างคอลลาเจนทั่วร่างกาย
ซึมผ่านผิวหนัง
เพิ่มความชุ่มชื้นหรือส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนเฉพาะจุด
ฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง
จุดเด่น ส่งผลต่อผิว เส้นผม เล็บ และข้อต่อในภาพรวม ใช้ง่ายและใช้ได้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
ความเสี่ยงต่ำ
เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วในบริเวณที่ฉีด
ข้อจำกัด เห็นผลช้า
ต้องรับประทานต่อเนื่อง
เน้นการบำรุงที่ผิวชั้นบน
และเห็นผลเฉพาะจุดที่ทา
มีค่าใช้จ่ายสูง
ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
และมีความเสี่ยงของหัตถการ
ความถี่ รับประทานเป็นประจำ ทาเป็นส่วนหนึ่งของรูทีนบำรุงผิวเช้า-เย็น ทำเป็นคอร์สตามคำแนะนำของแพทย์
เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวและร่างกายในภาพรวมระยะยาว ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวหน้าและสร้างรูทีนที่สม่ำเสมอโดยเฉพาะ ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะจุดที่ชัดเจนภายใต้การดูแลของแพทย์

 

ทั้งสามวิธีสามารถใช้ร่วมกันได้เพื่อเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน แต่สำหรับการฉีดคอลลาเจนหรือหัตถการทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยเฉพาะบุคคล ส่วนการดูแลผิวด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยบูสต์คอลลาเจน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย และสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นได้เช่นกัน

 

การรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน

 

การบำรุงด้วยอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างคอลลาเจนและชะลอการเสื่อมสภาพของผิว อาหารบางชนิดมีสารตั้งต้นที่จำเป็นต่อการผลิตคอลลาเจน หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่ ประกอบไปด้วย

 

  • อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน: ไก่ หมู วัว โดยเฉพาะส่วนที่มีเอ็นหรือกระดูกอ่อน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ไข่ขาว นม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล ถั่วแดง และควินัว ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติ
  • วิตามินซี (Vitamin C): ส้ม มะนาว เกรปฟรุต สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ บรอกโคลี พริกหวาน และผักคะน้า
  • สังกะสี (Zinc): หอยนางรม เนื้อสัตว์ ถั่ว และเมล็ดพืช
  • ทองแดง (Copper): ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด พืชตระกูลถั่ว
  • สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants): ผักและผลไม้หลากสีสัน เบอร์รี่ มะเขือเทศ แครอท ผักโขม ชาเขียว และดาร์กช็อกโกแลต

 

การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยบูสต์การสร้าง Collagen

 

การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยบูสต์คอลลาเจนโดยตรงก็เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูและคงความอ่อนเยาว์ของผิวได้ดี

 

  • เรตินอยด์ (Retinoids): สารอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น เรตินอล (Retinol) เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีประสิทธิภาพสูงในการบูสต์การสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย และปรับปรุงสภาพผิวโดยรวม แต่ควรเริ่มต้นใช้ในความเข้มข้นต่ำและค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้น เพื่อให้ผิวปรับสามารถตัวได้
  • วิตามินซี (Vitamin C): วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องคอลลาเจนจากความเสียหายของอนุมูลอิสระและรังสียูวี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินซีในรูปแบบที่เสถียร
  • กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid): แม้ไม่ได้ช่วยสร้างคอลลาเจนโดยตรง แต่กรดไฮยาลูรอนิกมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู และลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากความแห้งกร้าน เมื่อผิวมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สภาพแวดล้อมภายในผิวจะเอื้อต่อการทำงานของคอลลาเจนได้ดีขึ้น
  • สารสกัดจากพืชบางชนิด: พืชบางชนิดมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยบูสต์คอลลาเจนหรือมีคุณสมบัติในการปกป้องคอลลาเจน เช่น สารสกัดจากใบบัวบก (Centella Asiatica) ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิว หรือ Bakuchiol ซึ่งเป็นทางเลือกจากพืชที่ให้ผลคล้ายเรตินอลแต่มีความอ่อนโยนกว่า
  • สารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ: เช่น วิตามินอี (Vitamin E), เฟอร์รูลิก แอซิด (Ferulic Acid) และ CoQ10 ที่ช่วยปกป้องคอลลาเจนจากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระและปัจจัยภายนอก

 

ทำไมต้องเลือกสกินแคร์ Collagen จาก Vichy

 

เหตุผลที่ต้องเลือกสกินแคร์ Collagen จาก Vichy เพราะ Vichy เป็นแบรนด์เวชสำอางที่ก่อตั้งขึ้นจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ 15 ชนิด ที่ช่วยเสริมสร้างปราการผิวให้แข็งแรงและปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก ผลิตภัณฑ์ของ Vichy ทุกชิ้นผ่านการทดสอบภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย และไม่ได้เน้นเพียงแค่การเติมคอลลาเจนจากภายนอก แต่ยังเน้นการสนับสนุนกลไกธรรมชาติของผิวในการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

Vichy ได้คัดสรรและใช้ส่วนผสมที่ทรงพลังและได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าช่วยบูสต์โปร-คอลลาเจน เปปไทด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

 

  • Matrixyl Peptide: เปปไทด์ที่มีความทรงพลัง ช่วยบูสโปร-คอลลาเจนเปปไทด์ ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นและลดริ้วรอย ผิวดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
  • Rhamnose: ปลุกผิวให้แข็งแรงมากขึ้น และดูสุขภาพดี ทนทานต่อปัจจัยภายนอกที่ทำร้ายผิว เช่น มลภาวะและรังสียูวี
  • Maitake Extract: ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนจุดด่างดำ พร้อมปกป้องผิวจากการถูกทำลาย

 

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กลุ่มคอลลาเจนของ Vichy ได้รับการพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ขาดคอลลาเจนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความไม่กระชับ ผู้ใช้หลายรายสัมผัสได้ถึงผิวที่ดูเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยดูจางลง และผิวดูกระชับเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งาน เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์กลุ่มคอลลาเจนมักจะบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทำให้สามารถใช้ได้อย่างสบายผิวในทุกสภาพอากาศ ทุกประการที่กล่าวมาล้วนเป็นเหตุผลให้ผู้ที่ต้องการให้ผิวกลับมาแข็งแรง สุขภาพดี ควรค่าแก่การเปิดใจลองใช้ Vichy สักครั้ง

 

อ้างอิง

 

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10968853/

https://he02.tci-thaijo.org/index.php/simedbull/article/view/265429

คำถามที่พบบ่อย

คอลลาเจน กินตอนไหน เห็นผลสุด

ไนท์ครีม เป็นครีมบำรุงผิวและลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยสำหรับกลางคืน มีส่วนผสมในการฟื้นบำรุงผิวขณะนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้น ผิวของคุณจะดูมีสุขภาพดีขึ้น ริ้วรอยร่องตื้นและริ้วรอยร่องลึกแลดูลดเลือน

คอลลาเจน ช่วยอะไร

คอลลาเจน มีประโยชน์หลายส่วน ถ้าในส่วนของการบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย ชะลอความหย่อนคล้อย ผิวชุ่มชื้น ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ลดการหลุดร่วง และบำรุงเล็บให้ไม่เปราะง่าย ในส่วนของกระดูกและข้อต่อจะช่วยลดอาการปวดข้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้รวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้ผนังลำไส้แข็งแรงเป็นต้น

คอลลาเจน คืออะไร

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ คิดเป็นประมาณ 25-35% ของปริมาณโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย มีลักษณะเป็นเส้นใย (Fiber) ที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูง ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักและกาวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน เส้นเอ็น เส้นผม เล็บ และหลอดเลือด คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เนื้อเยื่อเหล่านี้มีความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการฟื้นตัว แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ Vichy คอลลาเจน จะเข้ามาช่วยบำรุงผิว ลดเลือนริ้วรอยโดยตรง

Collagen มาจากไหน

Collagen มาจาก 3 แหล่งหลัก ๆ ประกอบไปด้วย

 

  • คอลลาเจนจากสัตว์: เป็นแหล่งที่พบมากที่สุดและนิยมใช้กันแพร่หลาย เนื่องจากมีโครงสร้างคอลลาเจนที่คล้ายคลึงกับของมนุษย์ ได้แก่ วัว หมู ปลา และไก่
  • คอลลาเจนจากพืช: สกัดจากพืชบางชนิดมีคุณสมบัติที่ช่วยบูสต์การสร้างคอลลาเจนในร่างกาย หรือมีสารตั้งต้นที่จำเป็นต่อกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ได้แก่ สาหร่ายทะเล
  • คอลลาเจนที่สังเคราะห์ขึ้น (Synthetic/Lab-grown Collagen): ในอนาคตอาจมีการพัฒนาคอลลาเจนที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยอาจใช้ยีสต์หรือแบคทีเรียในการผลิต ซึ่งจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์

 

ส่วนคอลลาเจนที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ไม่ว่าจะในรูปแบบอาหารเสริมหรือสกินแคร์ มักจะผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) เพื่อให้ได้

 

  • ไฮโดรไลซ์ คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen): คอลลาเจนที่ถูกย่อยสลายให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลง เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้นเมื่อรับประทาน หรือสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นเมื่อใช้เป็นสกินแคร์
  • คอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptides): คอลลาเจนที่ถูกย่อยสลายให้มีขนาดโมเลกุลที่เล็กยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมและนำไปใช้ในการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย

Collagen กินวันละเท่าไหร่ เริ่มเห็นผล

Collagen กินวันละเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม โดยปกติแล้วปริมาณคอลลาเจนที่แนะนำต่อวันจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และประเภทของคอลลาเจนที่รับประทาน ถ้าหากทานเพื่อสุขภาพผิวองค์รวม โดยทั่วไปแนะนำที่ 2.5 - 10 กรัมต่อวัน ถ้ารับประทานเพื่อลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อย อาจเพิ่มเป็น 5 - 10 กรัมต่อวัน และถ้าทานเพื่อสุขภาพข้อต่อและกระดูก แนะนำที่ 10 - 15 กรัมต่อวัน แต่มีข้อควรระวัง คือ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คุณเลือกใช้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากปริมาณและประเภทของคอลลาเจนอาจแตกต่างกันไป และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากมีข้อกังวล แต่ถ้าถามถึงแล้วผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนผสม ควรใช้ตอนไหนดี แนะนำว่าควรทาในขั้นตอนของการบำรุงผิวและสามารถใช้ได้ทั้ง เช้าและเย็น ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์และส่วนผสมอื่น ๆ ที่อยู่ในสกินแคร์นั้น ๆ

คอลลาเจนลดลงตอนอายุเท่าไหร่

โดยทั่วไป ร่างกายจะเริ่มผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงหลังอายุ 25 ปี และมีอัตราการลดลงประมาณปีละ 1-1.5% เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ในระยะยาวจะเริ่มเห็นสัญญาณผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยชัดเจนขึ้น ช่วงอายุ 20 ปลาย ๆ ถึงต้น 30 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มดูแลผิวเพื่อชะลอการสูญเสียคอลลาเจน ทั้งจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยบูสต์คอลลาเจน